ข้อมูลองค์ความรู้-
• รายละเอียดขององค์ความรู้
สถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทยนั้นมีเสน่ห์ในองค์รวมมากมาย ตอบโจทย์ทุกประเภทการท่องเที่ยว ทั้งการท่องเที่ยวคนเดียว การท่องเที่ยวกับเพื่อน คู่รัก หรือครอบครัว รวมถึงการเที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วย (Workation) ที่ตอบโจทย์สำหรับกลุ่ม Digital Nomad โดยความโดดเด่นของประเทศไทยนั้น สามารถสื่อสารออกมาผ่านวัฒนธรรม อาหาร สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วิถีชีวิตท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน และอื่น ๆ อีกมากมาย จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ผ่านการประกาศผลรางวัลมากมาย เช่น

ประเทศไทยได้รับรางวัล M & C Asia Stella Awards ในฐานะสุดยอดจุดหมายปลายทางด้านการจัดประชุมและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลในเอเชีย ประจำปี 2565 (The Best Meetings and Incentives Destination (Asia) 2022) นับเป็นความสำเร็จของประเทศไทยในฐานะสุดยอดจุดหมายปลายทางด้านการจัดประชุมและการเดินทาง (MICE) [ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEP, 2022)]
รางวัลประเทศที่ดีที่สุด อันดับที่ 22 ประจำปี 2565 (Best Countries in the World) จากงานวิจัยของ สำนักข่าว US News & World Report ร่วมกับ บริษัท BAV Group ผู้นำการวิจัยการตลาด, WPP บริษัทโฆษณาการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย [ข้อมูลจากงานวิจัยของ สำนักข่าว US News & World Report ร่วมกับ บริษัท BAV Group, บริษัท WPP และมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (Report, 2023)]
ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวลำดับ 4 ที่น่าเดินทางไปเยือนมากที่สุดในโลกหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 จากการสำรวจของ Visa Global Travel Intentions Study [ข้อมูลจากสำนักข่าวการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TATNewsroom, 2022)]
กรุงเทพมหานครได้รับรางวัล เมืองน่าอยู่และน่าทำงานที่สุดในโลกสำหรับชาวต่างชาติ 2565 โดยได้รับการจัดอันดับ ณ อันดับที่ 6 ของโลก จากการสำรวจของ Internations.org แหล่งรวมชุมชน Expats [ข้อมูลจากสำนักข่าว CNBC (Liu, 2022)]
UNESCO ประกาศให้ 5 จังหวัดของประเทศไทยเป็นเมืองสร้างสรรค์ (Creative Cities) ในประเภทต่าง ๆ ทั้งด้านอาหาร งานฝีมือ ศิลปะพื้นบ้าน และการออกแบบ โดย 5 จังหวัดนั้น ได้แก่ เพชรบุรี สุโขทัย กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ [ข้อมูลจาก สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ (ผู้จัดการออนไลน์, 2023)]


จากมาตรการการป้องกันการระบาดของโรคโควิด 19 ที่ดี และการมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ รวมถึงเสน่ห์ในอัตลักษณ์วิถีชุมชนของประเทศไทยที่กระจายทั่วประเทศทั้งเมืองหลักและเมืองรอง จึงเป็นเหตุผลที่ว่า นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติยังคงให้ความเชื่อมั่นในการเดินทางมาพักผ่อนที่ประเทศไทย ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ โดยในปี 2565 นั้น ภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้กว่า 1.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 8.62 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย (GDP) แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 11.8 ล้านคน และ นักท่องเที่ยวคนไทย 189 ล้านคน/ครั้ง และในปี 2566 นี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ตั้งเป้าหมายภาพรวมรายได้กลับมาไม่ต่ำกว่า 2.38 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 80 ของรายได้จากการท่องเที่ยวเมื่อปี 2562 (เทียบรายได้ ปี2562 เนื่องจากเป็นปีก่อนสถานการณ์โรคระบาด Covid-19) ((NESDC), 2023)



ถึงแม้ว่าปัจจุบันการท่องเที่ยวไทยเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ดี แต่ยังเหลือโอกาสอีกมากหากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มีการใช้จ่ายเทียบเท่ากับช่วงก่อนการระบาดของโควิด 19 ซึ่งเมื่อเทียบจากเป้าหมายของ ททท. ช่องว่างนั้นมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทให้ทุกคนได้มาเติมเต็ม โดย ททท. ได้ดำเนินการการส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับตลาดในประเทศ ภายใต้แนวคิด “ปีท่องเที่ยวไทย 2566” และ “Visit Thailand Year 2023: Amazing New Chapters” สำหรับตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “การท่องเที่ยวมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” (High Value and Sustainable Tourism) ด้วยแนวคิด BCG Model และให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและความหมายทางใจ (Meaningful Travel)

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เล็งเห็นโอกาสการผลักดันให้การท่องเที่ยวเติบโต โดยเฉพาะการเพิ่มนวัตกรรมเข้าไปให้การท่องเที่ยว ด้วยการดึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาช่วยยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมถึงเป็นการท่องเที่ยวสีเขียว หรือการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) จึงมีแผนดำเนินงานภายใต้ “โครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน ประจำปี 2567” (City & Community Innovation Challenge 2024) ในหัวข้อ “นวัตกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” (Sustainable Tourism Innovation) ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 5 หัวข้อย่อย ได้ดังนี้



1. นวัตกรรมการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Wellness Tourism Innovation)

Wellness Tourism หรือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ คือ การท่องเที่ยวที่มีจุดมุ่งหมายส่งเสริมสุขภาพที่ดีอย่างมีคุณภาพ ผ่านกิจกรรมหรือบริการที่สอดคล้องกับสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจ ภายใต้พื้นฐานของความยั่งยืน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ตัวอย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เช่น การนวดสมุนไพร การฝึกโยคะ บำบัดจิตใจ นั่งสมาธิปฏิบัติธรรม การบริการ สุวคนธบำบัด (Aroma Therapy) หรือการบริการวารีบำบัด (Water Therapy) การท่องเที่ยวเชิงบำบัดรักษาสุขภาพ (Health Healing Tourism) การตรวจร่างกาย การรักษาโรค ทันตกรรม การผ่าตัดเสริมความงาม หรือการผ่าตัดแปลงเพศ เป็นต้น ตัวอย่างโครงการ ได้แก่

“Tourapy” นวัตกรรมท่องเที่ยวที่ดูแลสุขภาพใจ ด้วยการออกไปเลือกทัวร์ที่เหมาะสมกับความต้องการทางใจ เลือกพักผ่อนพร้อมทำกิจกรรม ซึ่งนำทัวร์โดยจิตเเพทย์หรือนักจิตวิทยาในทุกทริป พร้อมแบ่งปันประสบการณ์กับเพื่อนร่วมทริปในสภาวะจิตใจเดียวกัน
“Therapy Dog Thailand ทะลายกำแพงหัวใจด้วยสุนัขนักบำบัด” หลักสูตรพัฒนาสุนัขและผู้เลี้ยงให้กลายเป็นนักบำบัด นำสุนัขที่ผ่านการฝึกแล้วมาร่วมสร้างกิจกรรมบำบัดในรูปแบบใหม่ เช่น นำสุนัขมาช่วยในกิจกรรมบำบัดผู้ป่วยซึมเศร้าในแต่ละวัยเพื่อให้เห็นคุณค่าของตัวเอง หรือนำสุนัขมาร่วมทำกิจกรรมกับเด็กหูหนวก เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการที่เหมาะสมกับคนหูหนวกโดยเฉพาะ
“แพลตฟอร์มสร้างอาชีพนักนวดบำบัดสุขภาพนอกสถานที่” แพลตฟอร์มที่ผู้ใช้บริการสามารถเรียกใช้บริการนักนวดบำบัดเข้ามาให้บริการตามสถานที่ต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชันที่สามารถระบุพิกัดของนักนวดบำบัดที่อยู่ใกล้ตัวผู้ใช้บริการมากที่สุด โดยผู้ใช้บริการสามารถมั่นใจในคุณภาพของนักนวดบำบัด เพราะทุกคนจะต้องผ่านการฝึกอบรมและมีใบประกอบวิชาชีพนวดแผนไทย รวมถึงเป็นแพลตฟอร์มสำหรับ Reskill ให้กับนักนวดบำบัด สร้างรายได้ให้นักนวดบำบัด และช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ


2. นวัตกรรมการเที่ยวเชิงประสบการณ์อย่างสร้างสรรค์ (Local Experiential Tourism Innovation)

UNESCO ให้คำนิยามการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ไว้ว่า “เป็นการท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาชุมชนและการพัฒนาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง โดยชุมชนจะจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างกลมกลืน และสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชน ในมิติของการเรียนรู้ การทดลองปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน นอกจากนั้น ชุมชนจะต้องสามารถใช้การจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือในการรักษาความสมดุลระหว่างการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวภายในชุมชน และผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับทั้งในรูปแบบที่เป็นผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน” ตัวอย่างโครงการ ได้แก่

“DoiSterNomad” นำเสนอการท่องเที่ยวและที่พักโฮมสเตย์ ร่วมกับเจ้าบ้านชนเผ่าต่าง ๆ สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นชนชาติพันธุ์ แหล่งท่องเที่ยว Unseen และช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมือง จากฝีมือของชุมชน ไม่ผ่านคนกลาง
“สื่อปลุกจิตสำนึกอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลหลวงพัทลุง” ส่งเสริมการอนุรักษ์โลมาอิรวดีผ่านการพัฒนาสื่อและสร้าง Marker โดยใช้เทคโนโลยีความจริงเสมือน (Augmented Reality; AR)
“ยกระดับการจัดการท่องเที่ยวชุมชนประวัติศาสตร์เขาแก้ว” นำเสนอทัวร์เดินเท้าที่นำโดยผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น เน้นธีมหรือย่านที่เฉพาะเจาะจง เช่น เดินเที่ยวเส้นทางประวัติศาสตร์สหายคอมมิวนิสต์เขาแก้ว เส้นทางออกแบบโดยชุมชน และผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ในการดำเนินการออกแบบกำหนดรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวประวัติศาสตร์บนฐานวิถี ภูมิปัญญาค่ายคอมมิวนิสต์เขาแก้ว
“การจัดเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรมและความหลากหลายของชุมชน เพื่อเสริมศักยภาพในการสร้างสรรค์เส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชนย่านบางลำพู” การจัดเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรมและความหลากหลายของชุมชนในย่านบางลำพูมีวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ ที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่โดดเด่น นวัตกรรมการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดทำรวบรวมให้เกิดความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ นำเสนอและเกิดพัฒนาการท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชุมชนในรูปแบบการมีส่วนร่วมจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างสร้างสรรค์ พัฒนาไปยังอาชีพไกด์เด็กบางลำพู


3. นวัตกรรมความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว (Safe and Secure Tourism Innovation)

องค์กรด้านการท่องเที่ยวโลกได้ระบุถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ที่ต้องพิจารณาจากความเสี่ยงภัยที่เกิดขึ้นได้จาก 4 แหล่งด้วยกัน ได้แก่
จากการกระทำของมนุษย์และสภาพแวดล้อมภายนอกอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การกระทำผิดที่นักท่องเที่ยวตกเป็นผู้เสียหาย เช่น การลักขโมย การล้วงกระเป๋า การจู่โจมทำร้ายร่างกาย การฉ้อโกง เป็นต้น
จากภาคการท่องเที่ยวและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความบกพร่องทางด้านมาตรฐานความปลอดภัย เช่น ก่อให้เกิดเพลิงไหม้จากความผิดพลาดของการก่อสร้าง การหยุดประท้วง เป็นต้น
จากนักท่องเที่ยวที่สร้างปัญหาความไม่ปลอดภัยให้กับตนเอง เช่น การทำกิจกรรมที่โลดโผนและเสี่ยงอันตรายเกินไป เป็นต้น
ความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากความเสี่ยงทางกายภาพและสภาวะแวดล้อม เช่น พืชและสัตว์ที่เป็นอันตราย ไม่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่อในเขตภูมิภาคนั้น เป็นต้น
ตัวอย่างโครงการ ได้แก่

“SNAP Platform” รวมศูนย์กล้อง AI เพื่อป้องกันการแอดอัดของจำนวนคนในพื้นที่ สามารถระบุลักษณะ และตรวจสอบการเข้าออกของสถานที่ รวมถึงแจ้งเตือนเมื่อมีการเข้า-ออกสถานที่นอกเวลาทำการ
“โนวี่พลัส: โดรนกู้ภัยระยะไกลเพื่อความปลอดภัยทางทะเล” ระบบอากาศยานไร้คนขับเพื่อการกู้ภัยและความมั่นคงทางทะเล สามารถบรรทุกอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อผู้ประสบภัย รองรับคลื่นวิทยุ/4G,5G มีไฟส่องสว่างและกล้องบันทึกภาพสำหรับใช้งานทั้งกลางวันและกลางคืน รวมถึงเซนเซอร์ GPS ที่คอยส่งพิกัดเพื่อให้นำเรือกู้ภัยไปยังตำแหน่งเกิดเหตุได้อย่างถูกต้องและประเมินสถานการณ์ได้ก่อนจะถึงที่เกิดเหตุ
“ตู้แดง SOS” ตู้แจ้งความฉุกเฉิน เพื่อแจ้งเหตุแก่ตำรวจโดยไม่ต้องไปที่สถานีตำรวจ และสามารถโต้ตอบเพื่อแจ้งพิกัดเกิดเหตุฉุกเฉินได้


4. นวัตกรรมการท่องเที่ยวด้านอาหารและวัตถุดิบท้องถิ่น (Gastronomic and local ingredients Tourism Innovation)

หนังสือนิตยสารออนไลน์ “National Geographic” ได้ระบุว่า การท่องเที่ยวเชิงอาหารมีคุณค่ามากกว่าแค่การดื่มกินเมนูดังตามแหล่งท่องเที่ยว แต่ครอบคลุมถึงการผลิต เช่น การเยี่ยมชมแหล่งผลิต ณ ท้องถิ่น ไปจนถึงหลังการบริโภค เช่น การผลิตสินค้าที่ระลึกเพิ่มมูลค่า หรือแม้แต่การจัดการเศษอาหารเหลือทิ้ง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์หลากหลายที่เกี่ยวเนื่องจากอาหาร โดย 4 เสาหลักของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ได้แก่

Farming System – การเดินทางเริ่มต้นจากแหล่งกำเนิดอาหาร
Story of Food – คุณค่าของเรื่องราวเบื้องหลังที่ทำให้เห็นคุณค่าของอาหาร
Creative Industries - อุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับอาหารได้ทั้งสิ้น เพราะการนำเสนออาหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์
Sustainable Tourism - ผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนฐานของการท่องเที่ยว อนุรักษ์ ส่งเสริมเรื่องราวของอาหารท้องถิ่น
ตัวอย่างโครงการ ได้แก่

“Local Aroi” โมเดลในการช่วยให้ชุมชนเชื่อมโยงกับผู้คนอย่างยั่งยืนผ่านอาหารชุมชน นำอาหารจากท้องถิ่นมาปรุงเสิร์ฟจากเชฟฝีมือดี รับรู้ถึงรสชาติถึงรูปแบบ Local Cuisine โดยการสั่งซื้อวัตถุดิบผ่านจากท้องถิ่นดั้งเดิม และโมเดลรายได้ส่วนหนึ่งมอบกลับสู่ชุมชน
“พิชซ่าผักพื้นบ้านเตาอบดิน” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน เรียนรู้เกี่ยวกับพืช ผักพื้นบ้าน และเลือกมาเป็นวัสดุดิบบนพิซซ่าที่อบโดยใช้เตาอบดิน ผู้เข้าร่วมเรียนรู้ตั้งแต่การนวดแป้ง ขั้นตอนการแต่งหน้าพิซซ่า และการใช้โปรตีนจากพืชแทนเนื้อสัตว์ (มุสลิม มังสวิรัติ เจ สามารถรับประทานได้)
“ปิ่นโตร้อยสาย” ประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับเมื่อมาเยือนชุมชนตะโหมด จังหวัดพัทลุง ผ่านการเสิร์ฟอาหารท้องถิ่นจากวัตถุดิบท้องถิ่น และปรุงโดยคนท้องถิ่น เป็นโมเดลการจัดการการท่องเที่ยว ที่สร้างอัตลักษณ์ให้ชุมชน และกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรง


5. นวัตกรรมการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมและความบันเทิง (Cultural and Entertainment Tourism Innovation

โดยรวมแล้วจะหมายถึงการท่องเที่ยวเพื่อชมสิ่งที่แสดงถึงความเป็นวัฒนธรรมประเพณี วิถีการดําเนินชีวิต รวมถึงเพื่อเข้ารับชมศิลปะทุกแขนง และสิ่งต่าง ๆ ที่แสดงถึงความเจริญ รุ่งเรือง การดําเนินชีวิตของบุคคลในแต่ละยุคสมัย หรือการเข้าร่วมกิจกรรมที่เน้นศิลปวัฒนธรรมประเพณีอย่างมีความตั้งใจ รวมถึงการท่องเที่ยวไปยังสถานที่ ย่านบันเทิง หรือแหล่งบันเทิงอื่น เช่น ยิมมวยไทย สวนสัตว์ สวนสนุก สวนสาธารณะ/สวนสาธารณะลักษณะพิเศษ พิพิธภัณฑ์เฉพาะทาง แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์/อุตสาหกรรม/เทคโนโลยี บาร์และร้านอาหารสร้างความบันเทิงในท้องถิ่น เป็นต้น ตัวอย่างโครงการ ได้แก่

“น้องสุขใจ x คลองแม่ข่า” การสร้างจุดดึงดูดใหม่ ในย่านท่องเที่ยวเดิม ด้วยการเพิ่มความสนุกในการเก็บสะสม NFT ประจำถิ่น สามารถนำไปแลกส่วนลดหรือบริการได้ และสามารถสะสมเพื่อขายในตลาด NFT ทั่วโลกได้
“อินไซส์วัดโพธิ์” แอปพลิเคชันที่นำเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (VR) มาใช้ในการสนับสนุนการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้จิตรกรรมในพระอุโบสถวัดโพธิ์ได้อย่างใกล้ชิด และเข้าถึงเนื้อหาของภาพได้ โดยมีคำบรรยายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
“NOW MUAY THAI” ระบบแพลตฟอร์มยิมมวยไทย เทคโนโลยีในการช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่สนใจเรียนมวยไทย และเป็นเครื่องมือในการค้นหาข้อมูลและบริหารจัดการของค่ายมวยและคอร์สเรียนมวยไทย โดยเป็นตัวกลางระหว่างค่ายมวยและกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ


ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างโครงการนวัตกรรมดี ๆ ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบในการต่อยอดการพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยว โดยนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อนวัตกรผู้พัฒนาแล้ว ยังก่อเกิดประโยชน์ไปยังชุมชนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมด้วย ดังนั้น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โดยฝ่ายนวัตกรรมเพื่อสังคม จึงขอเชิญชวนให้นักพัฒนานวัตกรรมทั้งหลาย ได้เสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับ “นวัตกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” (Sustainable Tourism Innovation) ซึ่งแบ่งเป็น 5 หัวข้อย่อยตามที่ได้กล่าวไป เพื่อขอรับการสนับสนุนภายใต้ “โครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน ประจำปี 2567” (City & Community Innovation Challenge 2024) วงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาทต่อโครงการ สามารถติดตามการรับสมัครได้ทางเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของ NIA ทุกช่องทาง รวมถึงเว็บไซต์ของฝ่ายนวัตกรรมเพื่อสังคม https://social.nia.or.th



บทความโดย
พิชญาภา ศิริรัตน์ (กิ๊ฟ)
นักพัฒนานวัตกรรม ฝ่ายนวัตกรรมเพื่อสังคม
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
• วันที่เผยแพร่ผลงาน :
03 กรกฎาคม 2566
• Keyword :
นวัตกรรม, การท่องเที่ยว, ยั่งยืน, ประเทศไทยอ, เวทีโลก, ความท้าทาย
ผู้ประกอบการ/โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง+
รายละเอียดเจ้าของข้อมูล+
นวัตกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ความท้าทายใหม่ในแ

• ชื่อเจ้าของข้อมูล :

• หมวดหมู่นวัตกรรม :
การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ


วันที่เผยแพร่: 03 กรกฎาคม 2566
|
ผู้เยี่ยมชม: 899
องค์ความรู้ด้านนวัตกรรมที่น่าสนใจ

แพทย์หญิง มุฑิตา อุเบกข

าแพทย์อายุรก

csdfdsfsdfsdfdsfsdfsdfsdfsdf

แพทย์หญิง มุฑิตา อุเบกข

าแพทย์อายุรก

csdfdsfsdfsdfdsfsdfsdfsdfsdf

แพทย์หญิง มุฑิตา อุเบกข

าแพทย์อายุรก

csdfdsfsdfsdfdsfsdfsdfsdfsdf

แพทย์หญิง มุฑิตา อุเบกข

าแพทย์อายุรก

csdfdsfsdfsdfdsfsdfsdfsdfsdf

แพทย์หญิง มุฑิตา อุเบกข

าแพทย์อายุรก

csdfdsfsdfsdfdsfsdfsdfsdfsdf

แพทย์หญิง มุฑิตา อุเบกข

าแพทย์อายุรก

csdfdsfsdfsdfdsfsdfsdfsdfsdf

แพทย์หญิง มุฑิตา อุเบกข

าแพทย์อายุรก

csdfdsfsdfsdfdsfsdfsdfsdfsdf

แพทย์หญิง มุฑิตา อุเบกข

าแพทย์อายุรก

csdfdsfsdfsdfdsfsdfsdfsdfsdf

แพทย์หญิง มุฑิตา อุเบกข

าแพทย์อายุรก

csdfdsfsdfsdfdsfsdfsdfsdfsdf